แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิเคราะห์ผลบอล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิเคราะห์ผลบอล แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2558

ศึกโปรแกรมพรีเมียร์ลีกอังกฤษ สิงห์บลูจะโหดแบบนี้ตลอดไหม

เรียกได้ว่าPerfect Blueแท้จริงๆ





เพราะศึกพรีเมียร์ลีก.ฤดูกาลนี้คงไม่สนุกเหมือนปีที่แล้วเหรออีกหลายปีที่ลอดมาครับ.

เพราะว่าว่าทุกอย่างได้เดินกลับเข้าสู่วัฏจักรของมันในกำมือของมูรินโญ่ อีกครั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว.

เพราะว่าในเกมที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ เป็นอีกหนึ่งนัดที่น่าเบื่อมากที่สุดของพรีเมียร์ลีก ครั้งเหล่าเชลซี ปิดเกมเหนือ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ได้ตั้งแต่ 25.นาทีแรก จาก 2.  ประตูของคีย์แมนอย่าง 1. ดีเอโก้ คอสต้า พร้อมด้วย 2.เอเด็น อาซาร์



ด้วยว่า หมู่เดอะ แบ็กกี้ส์ ร่วมฝังตัวเองด้วยใบแดงที่โง่เง่าของ เคลาดิโอ ยาค็อบ ภายหลังประตูที่ 2 ของอาซาร์ เช่นแค่ 5 นาทีเท่านั้น.

ซึ่งอันที่แน่แท้แล้ว ทีมเวสต์บรอม.ฯ นั้นไม่ได้ตั้งใจจักมายกธงขาวแต่อย่างใดครับ เพราะว่าวิเคราะห์บอลจากแผนการเล่นแล้วพวกเขาให้ความสำคัญอันดับหนึ่งกับการหยุดหัวหอกพระกาฬอย่าง คอสต้า ให้ได้ด้วยการวางกองหลัง เข้ามารุม คนเดียว 3 ตัว.

เพราะว่าถ้าคิดในทางทฤษฎีนั้นพอเข้าใจได้เหตุด้วยแผนฟุตบอลของ อลัน เออร์ไวน์ แต่ในทางปฏิบัติแล้วเป็นไปได้ยากครับ เพราะว่าคอสต้า เป็นกองหน้าที่มีความสมรรถหลากหลาย ไม่ได้เป็นแค่ Fox in the Box. เหมือนกองหน้าในยุคโบราณ.



สิ่งที่อยู่นอกเหนือจากความแข็งแกร่งกับสัญชาติญาณในการล่าตาข่ายที่ยอดเยี่ยมแล้ว คอสต้า ยังมีความเร็วพอสมควร มีลูกบ้าเพราะว่าเป็นคนกล้าหาญ ทักษะการเล่นที่ใช้ได้ วิ่งหาตำแหน่งได้ดี ด้วยกันสิ่งสำคัญที่สุดคือมีความเข้าใจในการเล่นสูงมาก.

ดูจากฟอร์มของคอสต้าแล้วอดเสียไม่ได้ครับเหตุด้วย คณะลิเวอร์พูล.ที่พลาดตัวไปในฤดูกาลที่แล้วเพราะนักเตะไม่ต้องการจะขนมาฝ่ายที่มีความทะเยอทะยานไม่เท่ากับเขา.

สิ่งที่น่าเสียดายแทนกรุ๊ปชาติสเปน ในศึกฟุตบอลโลก.ด้วยว่า คอสต้า นั้นอยู่ในสภาพร่างกายที่สมบูรณ์พวกเขาอาจจะไว้ลายในฐานะแชมป์เก่าได้ดีกว่านี้.

กับเรื่องนี้ก็น่าสนใจครับก็เพราะว่า มูรินโญ่ ที่เพิ่งจะประกาศว่าดาวยิงหน้าย่นถนอมร่างกายจนกลับมามีสภาพที่สมบูรณ์อีกครั้ง หลังจากที่บาดเจ็บติดพันกันมาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งเกี่ยวกับ ทีมเชลซี ถ้าเป็นแน่แท้ถือว่าเรื่องนี้เป็นข่าวดีมาก พร้อมด้วยเช่นกันกับเป็นข่าวร้ายของคู่แข่งทุกพวก.



นั่นเพราะว่า. สิ่งนั้นหมายถึงโอกาสที่สถานการณ์ในศึกพรีเมียร์ลีกจะดำเนินไปแบบนี้เรื่อยๆ นั้นมีสูงมาก

เกี่ยวกับ คณะเชลซี นั้นไม่จำเป็นต้องใช้พวกเวิร์คที่โดดเด่นหวือหวาเหมือน ฝ่ายบาร์เซโลน่า เหรอ กลุ่มบาเยิร์น มิวนิค แต่เน้นการเล่นที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งด้วยเกมรุกของ.

  • คอสต้า.
  • อาซาร์.
  • ออสการ์. 
  • วิลเลี่ยน. 
  • เชส ฟาเบรกาส. 


นั่นทำให้ทีมแทบไม่มีทางตัน.

ซึ่งก็อาจมีบ้างในกลุ่มที่เกมรับดีที่ทำได้จักหยุดแนวรุกของเชลซีได้ แต่ไม่ใช่กับคณะส่วนใหญ่.

กับมีพ่างฝ่ายส่วนน้อยเท่านั้นที่จักมีปัญญาเจาะเกมรับของ กลุ่มเชลซีได้ ซึ่งก็ไม่ใช่หมู่ส่วนใหญ่อีกเช่นกัน.


วิเคราะห์ผลบอล. สำหรับ แผนที่เรียกว่าเออร์ไวน์ ที่ใช้กองหลัง 3 คนรุมคอสต้า ป้องกันพวกเขาได้แค่ 11.  นาทีแรกเท่านั้น ก่อนที่ ออสการ์ จักเปิดบอลให้กับ คอสต้า แม้จะเป็นจังหวะก้ำกึ่งว่าจักล้ำหน้าไม่ใช่หรือไม่ แต่สำหรับคอสต้า หน้าที่ของเขามีแค่การส่งบอลเข้าตุงตาข่าย ซึ่งเขาทำได้ไม่ผิดพลาด เป็นประตูที่ 11 ในฤดูกาลนี้ของเขา.

เพราะที่ประตูนี้แทบปิดที่บังตาเกมแล้ว เพราะว่าเวสต์บรอมฯ รู้ตัวว่าพวกเขาไม่มีความอาจจะทวงคืนได้แน่แม้ไม่มีเหตุการณ์พิเศษในเกม พร้อมด้วยมันก็เป็นเช่นนั้นแน่แท้ ซึ่งเกมจบลงกับประตูที่ 2 ของอาซาร์ ในนาทีที่ 25.

ซึ่งหลังจากนั้นนักเตะ พวกเชลซี มีหน้าที่เช่นประคองสถานการณ์ให้จบเกมเพราะว่าที่ไม่โดนแฟนบอลตัวเองด่ามากนักว่าไม่คุ้มค่าตั๋วที่แพงระยับ ซึ่ง มูรินโญ่ ก็ออกมาโวยวายตามประสาครับว่าฉุนเฉียวที่ลูกทีมผ่อนคันเร่งเกมเร็วเกินไป.

แต่จักมีใครก็รู้ว่าในเบื้องหลังแล้ว จอมอหังการผู้นี้กำลังแสยะยิ้มอยู่ในใจ

และนั่นพร้อมทั้งชัยชนะที่ได้มาอย่างง่ายดายนัดนี้ทำให้พวกเขาคว้าชัยชนะนัดที่ 10 จาก 12 นัด

โดยที่ยังไม่พ่ายใครมี 32.คะแนนขยับหนีห่างรองจ่าฝูง หมู่เซาแธมป์ตัน ซึ่งยังไม่ลงสนาม เป็น 7 คะแนน





แต่ในขณะที่พวกคู่แข่งอื่นๆ. ในระดับใกล้เคียงกันที่มีศักยภาพพอจะลุ้นแชมป์ด้วยได้ ซึ่งไม่น่าจะใช่คณะเซาแธมป์ตัน แน่นอน ก็ต้องขอโทษแฟนนักบุญด้วยครับที่เรียนตามตรง คือ คณะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ นั้นตามมาอย่างห่างๆ กับช่องว่าง 8.  คะแนนมี 24. คะแนน

ซึ่งอันดับถัดมาคือ ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้กลับมาติดกลุ่มท็อปโฟร์ได้อีกครั้งทั้งที่ปัญหารุมเร้ามากมายมี 19. คะแนน

ถ้าแม้จักประเมินสถานการณ์ไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก. ก็ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรที่สั่นคลอนบัลลังฝ่ายเชลซีได้ในระดับเดียวกับที่ หมู่ลิเวอร์พูล ประสบปัญหาต้องคำสาปในฤดูกาลนี้ พวกเขาจักเป็นแชมป์อย่างง่ายดาย พร้อมทั้งจักเป็นการคว้าแชมป์ในสไตล์ ม้วนเดียวจบ กับการนำตั้งแต่ต้นจนจบฤดูกาลเสียด้วย

ปาง เข็มนาฬิกาเดินต่อไป วันในปฏิทินยังหยุดที่ปลายเดือนพฤศจิกายน ซึ่งมันอาจเร็วไปที่เราจะยอมยกทุกอย่างให้กับ พวกเชลซี เวอร์ชั่น มู 2.



ถ้าหากแต่เพราะว่าพวกเขาคือ พวกเชลซี ภายใต้การนำของจอมอหังการนี่แหละครับที่ทำให้เราเชื่อได้ง่ายขึ้นว่ามันมีโอกาสเป็นเช่นนั้น.

แต่ว่าอย่างไรก็ดี คำถามสำคัญคือในความ สมบูรณ์แบบ นั้นมูรินโญ่ จะรักษามันได้ยืนยาวแค่ไหน

โดยกับพวกเขานั้นจักกลายเป็นทีมที่ 2 ที่สร้างตำนาน ไร้พ่าย ได้เหมือนเหล่า ทีมอาร์เซนอลได้หรือไม่ไม่?

สำหรับคำถามนี้น่าจักสำคัญกว่า พวกเขาจักคว้าแชมป์ได้หรือไม่เปล่าอีก?

เรื่องเพราะ ลูกแม่กิ่ง.

เมสซี่ซัดสามประตูสถิติใหม่ 253 ลูกของทีมบาร์ซ่าถล่มทีมเซบีย่าเละ5-1+คลิป




ฟุตบอลลาลีกา สเปน 2014-2015 นัดที่ 12


  • แข่งวันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2557
  • กลุ่มบาร์เซโลน่า 5-1 หมู่เซบีย่า
  • แข่งที่สนาม : คัมป์ นู. 
  • กรรมการผู้ตัดสิน : การ์ลอส กลอส โกเมซ.


โดยในนาที 21 เจ้าบ้านได้ประตูก่อนจาก ลิโอเนล เมสซี่ ปั่นลูกฟรีคิกหน้าเขตโทษด้วยซ้ายข้ามกำแพงเข้าประตูไปอย่างสวยงาม 1-0.

ซึ่งนาทีที่ 47 เหล่าเซบีย่า นั้นมาได้ประตูตีเสมอ 1-1 จาก บีโตโล่ เปิดบอลจากเส้นหลังด้านซ้ายแล้วไปโดน จอร์ดี้ อัลบา สกัดเข้าประตูตัวเองเสีย

ต่อมานาทีที่ 49 เหล่าบาร์ซ่า ขึ้นนำอีกครั้งตราบ ชาบี้ เอร์นานเดซ เปิดลูกนิ่งหน้าเขตโทษมาให้ เนย์มาร์ ได้ขึ้นโหม่งเช็ดเข้าประตูไปเป็น 2-1.

และหลังจากนาทีที่ 65 ฝั่งเจ้าบ้านมาได้ประตูที่สามจาก หลุยส์ ซัวเรซ ได้บอลเส้นหลังด้านขวาก่อนหยอดโด่งไปเสาไกลให้ อีวาน ราคิติช เข้าโหม่งตุงตาข่าย 3-1.

ในช่วงต่อมานาทีที่ 72 ทีมบาร์เซโลน่า นั้นได้ทำประตูหนีห่างเป็น 4-1 จนกระทั่ง เนย์มาร์ ตั้งใจจ่ายให้ หลุยส์ ซัวเรซ แต่กลายเป็น ลิโอเนล เมสซี่ ขอตัดหน้ายิงเข้าไป

ซึ่งนาทีที่ 78 เจ้าถิ่นมาได้ประตูที่ 5 จาก ลิโอเนล เมสซี่ ที่ส่งบอลให้ เนย์มาร์ แล้วแตะคืน เมสซี่ ซัดด้วยซ้ายเข้าไปตุงตาข่าย 5-1

และทำให้จบเกม 90 นาที กรุ๊ปบาร์เซโลน่า นั้นเปิดบ้านเอาชนะ กลุ่มเซบีย่า ไปขาดลอยผลฟุตบอล 5-1 พร้อมทั้งคว้าสามแต้มในนัดนี้ไป

มาดูสารบาญของผู้เล่นทั้งสองพวก

หมู่บาร์เซโลน่า : ระบบ 4-3-3.

1.ตำแหน่งผู้รักษาประตู :
  • เคลาดิโอ บราโว่


2.ตำแหน่งกองหลัง :
  • ดาเนียล อัลเวส
  • เคราร์ด ปิเก้
  • เฌเรมี มาติเยอ
  • จอร์ดี้ อัลบา


3.ตำแหน่งกองกลาง. :
  • ชาบี้ เอร์นานเดซ
  • เซร์คิโอ บุสเก็ตส์
  • อีวาน ราคิติช


4.ตำแหน่งกองหน้า :
  • หลุยส์ ซัวเรซ
  • ลิโอเนล เมสซี่
  • เนย์มาร์


ฝ่ายเซบีย่า : ระบบ 4-2-3-1.

1.ตำแหน่งผู้รักษาประตู :
  • เบโต้


2.ตำแหน่งกองหลัง :
  • โกเก้
  • นิโกลาส ปาเรฮา
  • ดาเนียล การ์ริโซ่
  • ดิโอโก้ ฟิกูเอราส


3.ตำแหน่งกองกลาง :
  • เอแวร์ บาเนก้า
  • เกอร์เซกอร์ซ ครีโชเวียค
  • อเล็กซ์ บีดาล
  • เดนิส ซูอาเรซ
  • บีโตโล่


4.ตำแหน่งกองหน้า :
  • การ์ลอส บักก้า



วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกการสู้รบศึกแดงเดือดเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1894

Red Fight พระราชพงศาวดารศาสตร์สงครามลูกหนังแดงเดือดแห่งเกาะอังกฤษ




ถ้าจักวิเคราะห์ผลบอล.เอ่ยปากถึงความเป็นปฏิปักษ์กันระหว่าง ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พร้อมทั้ง หมู่ลิเวอร์พูล ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วในวงการฟุตบอลว่านี่คือหนึ่งในคู่ปรับที่มีประวัติศาสตร์สืบเนื่องมาอย่างยาวนานร่วม ร้อยปี.

ถึงแม้จักใช้สีเดียวกันเป็นสีบ่อยๆสโมสรก็ตาม. แต่เป็นแดงคนละเฉด แดงคนละความบอก.

ซึ่งราวกับว่าทั้งสองกลุ่มนี้เกิดมาเพื่อแข่งขัน. ประชัน กับชิงชังซึ่งกันพร้อมด้วยกันตลอดเวลาก็ว่าได้.

ซึ่งถ้าจักหลักฐานตามความเป็นมาลูกหนัง. ของทั้งสองคณะ ที่ผูกด้ายแดงแห่งโชคชะตาเอาไว้ตั้งแต่สมัยที่ เหล่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด. ยังใช้ชื่อเดิมว่า นิวตัน ฮีธ. ด้วยกัน คณะลิเวอร์พูล เพิ่งแยกตัวจาก เหล่าเอฟเวอร์ตัน มาก่อตั้งสโมสรใหม่ เพราะว่าการพบกันครั้งแรกเกิดขึ้นจนถึงวันที่ 28 เมษายน ปี 1894 ฝ่ายลิเวอร์พูล เอาชนะ คณะนิวตัน ฮีธ ไปได้ 2 - 0.




1.แมนฯ ยูไนเต็ด ถ่ายไว้ครั้งปี 1910.

หลังจากนั้นในปี 1910. เหล่านิวตัน ฮีธ ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น กรุ๊ปแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ลงรับมือกับ ฝ่ายลิเวอร์พูล เป็นครั้งแรกที่ถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด โดยเกมนี้ถูกบันทึกว่าเป็นจุดริเริ่มต้นประการเป็นทางการของความขัดแย้งระหว่างทั้งสองทีม.

เพราะที่ในเมื่อนั้น ฝ่ายลิเวอร์พูล. ยังเป็นฝ่ายที่เอาชนะไปได้ 4 - 3.


แม้กระนั้นว่าอย่างไรก็ดีในตอนนั้น. การขับเคี่ยวระหว่างสองที่พักผ่อนยังไม่รุนแรงมากนัก แต่ในหมู่ชาวเมือง แมนคูเนียน พร้อมทั้ง เมืองลิเวอร์พัดเลียน นั้นมีความไม่ถูกกันอยู่ อันเป็นผลสรุปสืบเนื่องตั้งแต่สมัยปฏิวัติอุตสาหกรรม.เพราะว่าเดิม เมืองแมนเชสเตอร์ เป็นภาราที่ขึ้นชื่อในข้อความสำคัญของสิ่งทอ ขณะที่ เมืองลิเวอร์พูล เป็นเมืองท่าสำคัญของด้าวอังกฤษ.




2.บิลล์ แชงค์ลี่ย์ กับ บูธรูม ถ่ายไว้เท่าที่ปี 1960.

พางแต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปทันทีที่มีการขุดคลองที่ เมืองแมนเชสเตอร์ ทำให้ดรณีต่างๆ ได้เคลื่อนย้ายจากการเทียบท่าที่ เมืองลิเวอร์พูล มาเปรียบเทียบท่าที่ เมืองแมนเชสเตอร์แทน พร้อมกับทำให้ เมืองลิเวอร์พูล ตกต่ำลงอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย.

ซึ่งการขับเคี่ยวเพื่อการเป็น สโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอังกฤษ ได้โหมโรงรุนแรงขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 70 คราวฝ่ายแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประสบความสำเร็จในการเป็นสโมสรอังกฤษแห่งแรกที่คว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ได้ ในปี 1968

แต่ว่าภายหลังนั้น เมืองลิเวอร์พูล ได้ผงาดขึ้นมาผูกขาดความเสร็จสิ้นอย่างต่อเนื่องในยุคเรืองรองสืบเนื่องจาก บิลล์ แชงคลีย์ จนถึงช่วงเวลาของ เคนนี่ ดัลกลิช เป็นเวลากว่า 2 ทศวรรษ

และก่อนที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่เป็นยิ่งใหญ่บุรุษจากสกอตแลนด์ จักพลิกชะตาที่ตกต่ำของเหล่าอสูรแดง ให้กลับมาเป็นมหาอำนาจของวงการฟุตบอลระดับโลก จนแซงหน้า ฝ่ายลิเวอร์พูล ในทุกด้านใน 2 ทศวรรษที่ทะลวงมา

ซึ่งความสำเร็จที่สำคัญที่สุดคือการพาคณะคว้าแชมป์ลีกแซงหน้า เหล่าหงส์แดง ที่เคยครองอันดับหนึ่งด้วยการ

  1. คว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 แบบเดิม 18 ระยะเวลา. 
  2. คว้าแชมป์ลีกกาลเวลาที่ 19.
  3. ปัจจุบันกาลเวลาที่ 20.


ทำให้ทีคมลิเวอร์พูล ต้องชูเรื่องความสำเร็จในเวทียุโรปกับสถิติการเป็นเหล่าจากอังกฤษที่คว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ตึดตื๋อที่สุด 5 คราวแทน.




3.ฝ่ายนึงเป็นแชมป์ยุโรป 5 เวลา พร้อมกับอีกฝ่ายเป็นแชมป์ลีกสูงสุด 20 ครั้ง. 

ก็จะเห็นได้ว่าความขัดแย้งระหว่าง.ทั้งสองสโมสรนั้นสืบสัมพันธ์กันมาช้านานแล้ว พร้อมกับรายละเอียดที่นำเสนอนั้นเป็นปางแค่โดยสังเขปเท่านั้น

และถึงแม้ว่าสถานการณ์ในยามนี้ของทั้งสองสโมสรจักตกต่ำลงจากอดีตอยู่บ้าง เพราะว่าเฉพาะ พวกลิเวอร์พูล ที่ย่ำแย่อย่างน่าใจหายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ขณะที่ ทีมยูไนเต็ด ยังอยู่ระหว่างการเดินทางกลับสู่ความสำเร็จ.

พร้อมด้วยก็ใช่ว่าความน่าสนใจของการพบกันระหว่างทั้งสองทีมจักลดน้อยถอยลงไป

เพราะขึ้นชื่อว่าศึก เรด ไฟท์.

ก็ย่อมไม่เคยมีใครยอมใครอยู่แล้ว.

=============

ศึก Red Fight ในตำนาน.

ปี 1977. - นัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ




เพราะด้วยทั้งสองกรุ๊ปพบกันครั้งแรกในเกมนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วย เพราะว่าเวลานั้น ฝ่ายลิเวอร์พูล หวังคว้า ถ้วยเทรเบิลแชมป์ เพราะได้แชมป์ลีกแล้ว รอคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ต่างว่าชนะ ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และจ่อเข้าชิง ศึกยูโรเปี้ยน คัพ ครั้งแรกกับ คณะโบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค.ด้วย

แต่ว่า สจ๊วร์ต เพียร์สัน กับ จิมมี่ กรีนฮอฟฟ์ ได้ดับฝันหงส์แดง ด้วยชัยชนะ 2 - 1.  ของเหล่าฝ่ายปีศาจแดง

ปี 1983 นัดชิงชนะเลิศ ลีก คัพ.




กรุ๊ปลิเวอร์พูล ได้ล้างแค้นได้สำเร็จในอีก 6.ปีต่อมา เท่าที่เอาชนะ เหล่าแมนฯ ยูไนเต็ด ได้ 2 - 1 ในเกมนัดชิงชนะเลิศ ลีก คัพ จากประตูของอลัน เคนเนดี้ กับรอนนี่ วีแลน แม้ว่า นอร์แมน ไวท์ไซด์ จักยิงนำให้เหล่ายูไนเต็ดได้ก่อนก็ตาม.

นั่นทำให้หงส์แดง คว้าแชมป์ลีก คัพ เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน พร้อมด้วยเป็น โทรฟี่ใบสุดท้ายของบ็อบ เพสลีย์ ก่อนจะอำลาวงการ ส่งทะลุงานต่อให้โจ เฟนแกน ศิษย์ บูทรูม รุ่นถัดจากนั้นรับช่วงต่อ.


ปี 1994. ศึกตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกล่าสุด.




กลุ่มแมนฯ ยูไนเต็ด นั้นกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของยุคทอง พร้อมกับเป็นฝ่ายออกนำไปแบบสบายๆ 3 - 0 ที่แอนฟิลด์จากประตูของ 1.สตีฟ บรู๊ซ, 2.ไรอัน กิ๊กส์ ด้วยกัน 3.เดนิส เออร์วิน แต่ คณะลิเวอร์พูล ภายใต้การนำของแกรม ซูเนสส์ ไม่ยอมปราชัยไล่ตีเสมอได้แบบปาฏิหารย์ จาก 2 ประตูของ ไนเจล คลัฟ และนีล รัดด็อก ก่อนที่จักเสมอกัน 3-3 เป็นเกมช่วงท้ายๆ ก่อนซูเนสส์จะโดนปลดจากตำแหน่ง.


ศึกแดงเดือดที่แสนเงียบเหงา




ก็ไม่แน่ใจว่าคิดไปเองเหรอเปล่า ว่าทำไมฟุตบอลแดงเดือดฤดูกาลนี้ ในนัดแรกทำไมมันดูเงียบๆ ชอบกล ทั้งๆ ที่ ฝ่ายแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ ทีมลิเวอร์พูล ที่ทั้งสองคณะคือฝ่ายของมหาชนชาวสยาม ที่มีแฟนบอลมากที่สุดคณะนึง.

พร้อมกับถ้าเป็นช่วงหลายๆ ปีที่พ้นมา เวลามีบอลคู่นี้ทีไร มักจะมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ให้แฟนบอลไปร่วมสนุกด้วยกันนั่งรับชมการถ่ายทอดสดทางทีวีจอยักษ์ส่งตรงมาจากประเทศอังกฤษ ซึ่งก็จักมีทั้ง สาวกอสูรแดง กับ สาวกชาวเดอะค็อป ชวนเพื่อน แฟนหรือไม่ก็ครอบครัวไปร่วมกิจกรรมกันอย่างคับคั่ง.

ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่แค่ที่เดียว แต่มีหลายที่ที่จัดกิจกรรมแบบนี้รวมทั้งมีการแสดงไม่ก็พากย์บอลสดๆ จากกูรูนักพากย์ชื่อดัง ไม่นับรวมสวนอาหารใหญ่ๆ ตามชานเมืองที่จ้องแย่งตัวนักพากย์ดังๆ มาสร้างความบันเทิงเริงรมย์ให้กับคอบอลทั้งหลาย.





โดยที่ส่วนหนึ่งอาจจักเป็นพราะตั้งแต่ต้นฤดูกาล ผลงานของทั้งคู่ ไม่ได้สร้างความประทับใจสักเท่าไหร่ เริ่มต้นจากขุนพลปิศาจแดงที่ออกสตาร์ตแย่ที่สุดในรอบเกือบ 20 ปี ตั้งแต่เปิดฤดูกาลจนถึงเดือนพฤศจิกายน โค้ชหลุยส์ ฟาน ฮัล พาลูกกลุ่มเก็บชัยชนะได้แค่ 3 เกมเท่านั้น ก่อนที่จักมาดีขึ้นภายหลังนั้นด้วยชัยชนะ 6 เกมติด.

ในขณะที่ทัพ พวกหงส์แดงของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ก็ไม่น่าเชื่อว่าตั้งแต่เปิดฤดูกาลมา เดือนสิงหาคม รวมทุกรายการพ่ายไปถึง 9 นัด ด้วยกันเพิ่งสดๆ ร้อนๆ ที่เพิ่งตกรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอล ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อีกต่างถ้าหาก แถมผลงานในลีกก็อยู่กลางตารางจนมีสื่อพร้อมใจกันเล่นข่าวว่า บีร็อด นั้นอาจจะถูกปลดในเร็ววัน ยิ่งถ้าจำนนในแดงเดือดนัดนี้อีกไม่ตะกลามจักคิดสภาพนัก ๆ.

และนอกจากนั้น ในแดงเดือดครั้งนี้บรรดานักเตะซูเปอร์สตาร์ที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดแฟนบอลก็หายไปมากมาย อย่าง กรุ๊ปแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่เท่าไหร่ ไม่มี พี่ด็อบบี้ อังเคล ดิ มาเรีย ที่เจ็บอยู่แทบคนเดียว.





แทบแต่ว่าทางด้าน คณะลิเวอร์พูล ไม่มี หม่อมเหยิน หลุยส์ ซัวเรซ ที่ขายให้ พวกบาร์ซ่าไปแล้ว ซึ่งแดเนียล สเตอร์ริดจ์ ที่กำลังบาดเจ็บ ไม่ใช่หรือแม้กระทั่ง สตีเว่น เจอร์ราร์ด เองก็โรยราไปตามวัย ไม่ร้อนแรงเหมือนสมัยหนุ่ม ๆ

ซึ่งยิ่งตัวที่เหลืออยู่อย่าง เกรียนโอ้ นั้นทำให้แฟนหงส์พันธุ์ไทยทุกคนคงพูดได้เต็มปากว่า ไม่มีใครหวังดูเกรียนโอ้เล่นบอลขนาดนั้นหรอก บวกกับผลงานในสนามที่ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ขี้เกียจอีกต่างถ้า นี้แหละคือความหมายของการนำเงิน 16 ล้านปอนด์. ไปละลายแม่น้ำเล่น

พร้อมทั้งอีกประเด็นที่มองว่าน่าตารางบอลจะทำให้แดงเดือดคราวนี้เงียบเหงาเป็นเป่าสากซะเหลือกระฉ่อนเกิน คงหนีไม่พ้นเรื่องของสภาพเศรษฐกิจที่ต้องยอมรับว่า ยุคนี้ข้าวของแพง ไม่ค่อยมีเอกชนหรือไม่หน่วยงานไหน รวมถึงคนทั่วไปประสงค์จักทุ่มงบคาดคะเนมาจัดอีเวนต์ที่เปรียบเสมือนการทุ่มเงินหลักล้านในคืนเดียวหรอก เก็บเงินไว้เที่ยวช่วงปีใหม่เลยทีเดียวจักดีกว่า






พร้อมทั้ง ข้อสรุปง่ายๆ ของไฮไลท์ฟุตบอลแดงเดือดที่จะแข่งคือ นั่งดูฟุตบอลนัดนี้อยู่บ้านคนเดียวดีกว่า ก็เพราะว่าหลายครั้งที่หลายคนมักจะเร่ำลือกไปดูบอลบิ๊กแมตช์ตามที่ต่างๆ กับเพื่อนสนิทมิตรสหาย แต่ลองเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งดูฟุตบอลคู่นี้คนเดียวในห้อง ซื้อเครื่องถองเย็นๆ ของว่างมานั่งกิน

นั้นอาจจักทำให้ได้ชมฟุตบอลในแบบที่ต่างออกไป มีสมาธิในการดูมากขึ้น จักเห็นมิติต่างๆ ของทั้งสองกรุ๊ปในแง่แท็กติกพร้อมด้วยการวางขนบของผู้จัดการคณะ นอกจากฝีเท้าของนักเตะ

แต่พอบอลจบก็ได้เตรียมนอนหลับพักผ่อนชาร์จไฟทั้งนี้เพราะวันพรุ่งนี้ก็ต้องทำงานแล้ว ถ้าออกลูกไปทรรศนะเกมข้างนอก หรือตามกิจกรรมแดงเดือดที่จัดขึ้นเหมือนปีก่อนๆ อาจจะมีติดลม งานไหลจนต้องตื่นสายไปทำงานได้เหมือนกัน.

แต่ว่าอย่างน้อยถึงในเมืองไทยจักเงียบเหงายังไง แต่ตะโกรงให้ชมฟุตบอลคู่นี้ให้ได้ประเด็น ไม่ใช่อะไรมาก เพราะว่าปีนี้มีแนวโน้มสูงว่า

พร้อมกับแม้จะเป็นนัดพบสุดท้ายที่เราจะได้เห็น พี่เจิด สตีเว่น เจอร์ราร์ด ลงเตะบอลที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ดในสีเสื้อลิเวอร์พูลครับ

Bank


วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

วิเคราะห์ผลบอลศึกฟุตบอลยูโรป้าลีกเมื่อคืนที่ผ่านมา

ทีมทอฟฟี่เปิดรังถล่มทีมลีลล์ 3 - 0 ยึดจ่าฝูงศึกยูโรปา





หลังจากที่ทีมทอฟฟี่สีน้ำเงิน ได้โชว์ผลงานได้อย่างเฉียบขาด หลังจากที่เปิดบ้านเอาชนะทีม ตราหมา ไปขาดลอย 3-0. พร้อมยึดจ่าฝูงของกลุ่มไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ในศึกยูโรปา ลีก เมื่อ 6 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา.

ซึ่งในศึกฟุตบอล ยูโรปา ลีก รอบแบ่งกลุ่ม นัดที่ 4. กลุ่มเอช แข่งขันคืนวันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน 2557 เป็นการพบกันระหว่าง ทีมทอฟฟี่สีน้ำเงิน เอฟเวอร์ตัน ทีมฟอร์มดีจาก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ จ่าฝูงของกลุ่ม มีอยู่ 5 คะแนน เปิดสนามกูดิสัน พาร์ค รับการมาเยือนของ ทีมตราหมา ลีลล์ ทีมดังแห่งลีก เอิง ฝรั่งเศส รั้งอันดับ 3 มี 3 คะแนน โดยเกมที่ผ่านพ้นไป เสมอกันมา 0-0.

โดยที่เริ่มเกมมาได้ไม่ถึง 1 นาที ทีมเอฟเวอร์ตัน บุกทักทายเข้าใส่ทันที สตีเว่น เนสมิธ ทำชิ่งต่อให้ ลูกากู หมุนตัวตวัดยิงด้วยซ้ายมุมแคบ เอ็นเยียม่า ปัดด้วยปลายมือทิ้งออกหลัง

ในนาทีที่ 24. ทีมลีลล์ มีโอกาสลุ้นประตูบ้าง เซบาสเตียง กอร์กเชีย ได้บอลทางฝั่งขวา ตบเข้าเขตโทษให้ ไรอัน เมนเดส แต่งบอลยิงด้วยขวามุมแคบ ติดเซฟ ทิม ฮาเวิร์ด.

ต่อมานาทีที่ 27. สาวก ทีมทอฟฟี่เมนส์ นั้นได้เฮลั่น หลังเจ้าถิ่นขึ้นนำ 1-0 จังหวะสวนกลับเร็ว เจมส์ แม็คคาร์ธี่ ถ่ายบอลออกฝั่งขวาให้ แม็คเกียดี้ เปิดเข้าเขตโทษ บอลเลยมาถึง ลีออน ออสแมน ยืนโล่งที่เสาสอง แต่งบอลวอลเลย์ด้วยขวา บอลเสียบตาข่ายเข้าไป

นาทีที่ 31. ก็ได้มีโอกาสลุ้นของเจ้าบ้านอีกครั้ง ไอเดน แม็คเกียดี้ เปิดบอลจากฝั่งซ้ายเข้าเขตโทษให้ ลูกากู ขึ้นโหม่งคนเดียวโดดๆ แต่บอลหลุดเสาไปอย่างน่าเสียดาย

ในนาทีที่ 42.ทีมเอฟเวอร์ตัน มาได้ประตูเพิ่มช่วงท้ายครึ่งแรก ไอเดน แม็คเกียดี้ เปิดลูกเตะมุมจากฝั่งขวาเข้าเขตโทษ ฟิล จากีลก้า พุ่งโหม่งโล่งๆ ชนิดไร้ตัวประกบผ่านมือ เอ็นเยียม่า เข้าไปทำให้ ทีมทอฟฟี่ ขึ้นนำเป็น 2-0.

ทำให้หมดครึ่งแรก ทีมเอฟเวอร์ตัน นำ ทีมลีลล์ อยู่ 2-0

เริ่มเกมส์มาในครึ่งหลัง ก็ยังไม่มีทีมใดเปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่น เวลาล่วงเลยมาถึงนาทีที่ 55. ทีมเอฟเวอร์ตัน มาได้ฟรีคิกระยะอันตราย โรเมลู ลูกากู ปั่นด้วยซ้ายบอลโค้งเข้ากรอบ เอ็นเยียม่า ต้องออกแรงปัดทิ้ง

ในนาทีที่ 61. สกอร์ไหลเพิ่มไปอีกลูก ทีมเอฟเวอร์ตัน หนีห่างเป็น 3-0. เลห์ตัน เบนส์ ตวัดบอลจากฝั่งซ้ายของเขตโทษเข้ากลางให้ สตีเว่น เนสมิธ แตะบอลหนึ่งจังหวะก่อนซัดด้วยซ้ายแสกหน้า เอ็นเยียม่า เข้าไปอย่างเฉียบขาด

ต่อมาในนาทีที่ 67. ทีมทอฟฟี่ ได้เปลี่ยนผู้เล่น 2.  คนรวด ส่ง คริสเตียน อัตซู กับ ดาร์รอน กิ๊บสัน ลงสนามแทน ไอเดน แม็คเกียดี้ และ แกเร็ธ แบร์รี่

ซึ่งในนาทีที่ 77. ฝั่งกองเชียร์เจ้าถิ่นได้เฮเก้อ เมื่อ ลีออน ออสแมน จ่ายบอลทะลุช่องให้ โรเมลู ลูกากู แตะบอลหลุดเดี่ยวเข้าไปแปเสียบมุม แต่ผู้ช่วยผู้ตัดสินยกธงเป็นลูกล้ำหน้า

และในเวลาที่เหลือ ไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม 90. นาที ทีมเอฟเวอร์ตัน เปิดบ้านเอาชนะ ลีลล์ ไปขาดลอย 3-0. เก็บ 3 แต้ม มีเพิ่มเป็น 8. คะแนน รั้งจ่าฝูงเหนียวแน่น ขณะที่ทีม ตราหมา ยังอยู่อันดับ 3 มี 3 คะแนน


ดูรายชื่อผู้เล่น ทีมเอฟเวอร์ตัน

  1. ทิม ฮาเวิร์ด 
  2. โทนี่ ฮิบเบิร์ต
  3. ฟิล จากีลก้า
  4. ซิลแว็ง ดิสแต็ง
  5. เลห์ตัน เบนส์ 
  6. เจมส์ แม็คคาร์ธี่ เปลี่ยนตัว มูฮาเหม็ด เบซิช ลงมาในนาทีที่ 84.
  7. แกเร็ธ แบร์รี่ เปลี่ยนตัว ดาร์รอน กิ๊บสัน ลงมาในนาทีที่ 67.
  8. ลีออน ออสแมน
  9. สตีเว่น เนสมิธ
  10. ไอเดน แม็คเกียดี้ เปลี่ยนตัว คริสเตียน อัตซู ลงมาในนาทีที่ 66.  
  11. โรเมลู ลูกากู

รายชื่อสำรองไม่ได้ใช้

  1. โจเอล โรเบลส 
  2. รอสส์ บาร์คลี่ย์
  3. สตีเว่น พีนาร์
  4. ซามูเอล เอโต้


มาดูรายชื่อผู้เล่น ทีมลีลล์

  1. วินเซนต์ เอ็นเยียม่า 
  2. เซบาสเตียง กอร์กเชีย เปลี่ยนตัว รอนนี่ โรเดอแล็ง ลงมาในนาทีที่ 75.
  3. ซิม่อน เคียร์
  4. มาร์โก บาซ่า
  5. ป๊าป เอ็นดิอาย ซูอาเร่ 
  6. อิดริสซ่า กูอาย
  7. ริโอ มาวูบา
  8. ฟลอร็องต์ บัลมงต์ 
  9. ไรอัน เมนเดส เปลี่ยนตัว ฟร้องค์ เบเรีย ลงมาในนาทีที่ 64.
  10. ดิว็อค โอริกี้
  11. ไมเคิ่ล เฟรย์ เปลี่ยนตัว โนแลน รูซ์ ลงมาในนาทีที่ 63. 


รายชื่อสำรองไม่ได้ใช้

  1. สตีฟ เอลาน่า 
  2. ดาวิด โรเซห์นาล
  3. ซูอาลิโญ่ เมอิเต้
  4. อดาม่า ตราโอเร่


กรรมการผู้ตัดสิน : บาส ไนจ์ฮุส ประเทศ ฮอลแลนด์


ล่าสุดวันเฮง ได้คว้าแชมป์โลก WBC หลังชนะ TKO ออสวัลโด้




หลังจากที่ วันเฮง ไก่ย่างห้าดาวยิมคว้าแชมป์โลก รุ่นสตรอว์เวท 105. ปอนด์ ของ WBC มาครองได้อย่างสมศักดิ์ศรี หลังเอาชนะ ออสวัลโด้ โนโวอา เจ้าของเข็มขัด ชาวเม็กซิกัน

ซึ่งในศึกชิงแชมป์โลกไฟต์บังคับ สภามวยโลก หรือ WBC รุ่นสตรอว์เวท 105 ปอนด์ ระหว่าง ออสวัลโด้ โนโวอา แชมป์โลกชาวเม็กซิกัน กับ วันเฮง ไก่ย่างห้าดาวยิม ผู้ท้าชิงอันดับ 1 ชาวไทย ณ สนามมวยชั่วคราว หน้าศาลากลางจังหวัดชลบุรี กำหนดการชก 12. ยก

เริ่มต้นในยกแรกทั้งสองฝ่ายเดินหน้าเข้าหาปล่อยหมัดแรกอาวุธกันทันที.


  • ในยกที่ 2-3-4. เป็นด้าน วันเฮง ที่ออกหมัดได้ชัดเจนกว่า คอยดักจังหวะสองเข้าที่หน้าและลำตัว ออสวัลโด้ 
  • ยกที่ 5 - 6. กลับเป็นฝ่ายแชมป์โลก ที่เดินหน้าใส่หมัดชุด จน วันเฮง ต้องตั้งการ์ดปิด 
  • ยกที่ 7.     เป็นด้านของ วันเฮง ที่ดักต่อยจังหวะสอง เข้าเป้าเต็มๆ หลายครั้งจน ออสวัลโด้ ออกอาการให้เห็น
  • ยกที่ 8 ทั้งสองปรี่เข้าหากัน แล้วยืนปักหลักแลกหมัดกันแบบไม่หยุดหายใจ แต่เป็น วันเฮง ที่หาจังหวะยิงหมัดฮุกเข้าลำตัว ออสวัลโด้ สลับใบหน้าเข้าจังๆ จน ออสวัลโด้ ออกอาการย่ำแย่ให้เห็นอย่างชัดเจน
  • ยกที่ 9 ทางด้านแฟนมวยได้เฮกันลั่นสนามเนื่อง ออสวัลโด้ แชมป์โลก ทนความบอบช้ำไม่ไหว ไม่ยอมออกจากมุมยอมแพ้ วันเฮง ส่งผลให้ วันเฮง เอาชนะ ทีเคโอ คว้าแชมป์โลก รุ่นสตรอว์เวท 105 ปอนด์ ของ WBC มาครองได้อย่างสะใจแฟนมวยชาวไทย


ซึ่งในการคว้าเข็มขัดแชมป์โลกของ วันเฮง ไก่ย่างห้าดาวยิม ทำให้กลายเป็นนักชกไทยคนที่ 47 ต่อจาก อำนาจ เกษตรพัฒนา กับองค์กรสถาบันหลัก 1.WBC, 2.WBA


ทีมไก่เหลือ 10ตัว บุก ทีมแอสเตราส คารังศึกยูโรป้า




ในศึกฟุตบอลศึกยูโรป้าลีก นัดแบ่งกลุ่ม เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เกมในกลุ่มซี แอสเตราส ทริโปลิส ทีมจาก กรีซ พบกับ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ส ทีมจากพรีเมียร์ลีก อังกฤษ


  • ซึ่งในนาทีที่ 36. ฝั่งทีมเยือนมาได้ประตูขึ้นนำก่อน เมื่อ แอนดรอส ทาวน์เซนด์ โดน คาลิฟา ปาป้า ซานกาเร ของเจ้าถิ่นทำฟาล์วในเขตโทษ ก่อนทาวน์เซนด์ จะลุกขึ้นมายิงจุดโทษเข้าไปไม่มีพลาด ทีมสเปอร์บุกมานำ 1-0. 
  • และในนาทีที่ 42. ทีมสเปอร์สมาได้ประตูที่ 2 แอนดรอส ทาวน์เซนด์ คนทำประตูแรก เปิดบอลจากกราบซ้าย แล้วเป็น แฮรี่ เคน ที่ขึ้นเทกตัวโหม่งเข้าไป จบครึ่งแรก ทีมสเปอร์ส นำ แอสเตราส ทริโปลิส 2-0.


และในช่วงครึ่งหลัง ทีมสเปอร์สมีโอกาสบุกได้มากกว่า แต่ก็ยังยิงเพิ่มไม่ได้ จนกระทั่งนาทีที่ 90 เจโรนิโม บาร์ราเลส ไปโดน ฟาซิโอ ดึงล้มในเขตโทษ ทำให้ผู้ตัดสินเป่าให้ลูกจุดโทษกับแอสเตราส พร้อมกับไล่ฟาซิโอ ออกจากสนาม ก่อนบาร์ราเลส จะรับหน้าที่สังหารเข้าไป จบเกม แอสเตราส ทริโปลิส แพ้ สเปอร์ส 1-2.

ทำให้ตอนนี้ ทีมสเปอร์ส แข่งไปแล้ว 4. นัด มี 8 คะแนน ส่วนแอสเตราส มี 4 คะแนน โอกาสเข้ารอบยังเปิดกว้างทั้งคู่.

เคียร์มั่นใจ ว่าโอริกี้จะไปรุ่งโรจน์กับทีมหงส์แดงแน่นอน




หลังจากที่ ซิมง เคียร์ ทางด้านกองหลังเพื่อนร่วมทัพ ทีมตราหมา ของ โอริกี้ ได้ออกโรงอวย ดาวยิงรุ่นน้อง จะมีอนาคตที่สดใสกับ ทีมหงส์แดง ต้นสังกัดที่แท้จริงอย่างแน่นอน พร้อมยกให้เป็นยอดแข้งพรสวรรค์สูง.

ซึ่งซิมง เคียร์. ปราการหลังจอมแกร่งของสโมสร ทีมลีลล์ ทีมชั้นนำแห่งศึก ลีกเอิง ฝรั่งเศส ออกมากล่าวยกย่อง ดิว็อค โอริกี้ หัวหอกดาวโรจน์ที่ปัจจุบันทัพ ทีมตราหมา นั้นยืมตัวมาจาก ทีมลิเวอร์พูล ทีมยักษ์ใหญ่ประจำเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ว่าเป็นนักเตะดาวรุ่งที่มีศักยภาพมาก และมั่นใจว่าจะไปได้สวยกับทัพ ทีมหงส์แดง อย่างแน่นอน

ซึ่งแนวรับชาวเดนมาร์ก ได้กล่าวถึงเพื่อร่วมทีมวัย 20. ปีว่า เขาเป็นนักเตะที่มีศักยภาพมาก และจะสามารถเป็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่ในตำแหน่งกองหน้าของลิเวอร์พูลได้ โอริกี้ เป็นหนึ่งในนักเตะที่มีพรสวรรค์สูงมาก

ผมไม่มีข้อสงสัยในความสามารถของเขาเลย เขายังเป็นแข้งดาวรุ่ง และถือเป็นเรื่องฉลาดมาก ที่ลิเวอร์พูล ปล่อยให้เขาได้พัฒนาฝีเท้ากับ ลีลล์ ต่อไปอีกหนึ่งซีซั่น แต่ตอนนี้เขาก็มีทุกอย่างครบเครื่องแล้ว ทั้งด้าน 1.ร่างกาย, 2.ความฟิต, 3.เทคนิค และ 4.ความเร็ว

และทั้งนี้ ตัวของโอริกี้ ย้ายจาก ทีมลีลล์ มาร่วมทัพ ทีมหงส์แดง เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ด้วยค่าตัว 10 ล้านปอนด์หรือประมาณ 550. ล้านบาท

ซึ่งอย่างไรก็ตาม เบรนแดน ร็อดเจอร์ส นายใหญ่แห่งถิ่นแอนฟิลด์ ก็ปล่อยตัวดาวยิงชาวเบลเยียมรายนี้ให้ต้นสังกัดเก่า ยืมตัวไปใช้งานก่อนเป็นเวลา 1 ซีซั่น และก็สามารถทำผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยในฤดูกาลนี้ลงเล่นให้ทัพ ทีมตราหมา ไปแล้ว 15 นัด. ยิงได้ 4 ประตูด้วยกัน.